pap pap  (1571 views)

What is pap doing now?

..เงยหน้าอย่าให้อายฟ้า...ก้มหน้าอย่าให้อายดิน.....
More than 1 month ago  ·  Comment »

Sex /  Age

Male /  106

Location

bangkok, Thailand

Birthday

October 18
 
Advertisement

Info

Sex /  Age

Male /  106

Birthday

October 18

Location

bangkok, Thailand

 

Interests

วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11467 มติชนรายวัน


การขอบคุณ

คอลัมน์ จับจิตด้วยใจ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ www.newheartnewlife.net



ถ้า จะมองจากความรู้ของสมองสามชั้นคือ สมองชั้นนอกที่เกี่ยวกับคิด สมองชั้นกลางที่เกี่ยวอารมณ์ความรู้สึกและสมองชั้นในสุดที่เกี่ยวกับการ เคลื่อนไหวของร่างกาย

โดยมีสมมติฐานว่าการทำงานของสมองทั้งสามชั้นควรจะต้องมีความสมดุล

เพราะ มนุษย์ในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้ "ความคิด" มากเกินไป ทำให้เสียสมดุล การกลับมาใช้สมองด้านอารมณ์ความรู้สึกและสมองส่วนของร่างกายให้มากขึ้น ก็น่าจะเป็นการปรับสมดุลอย่างหนึ่งให้กับมนุษย์ได้

"การขอบคุณ" เป็นการเริ่มต้นของการใช้พลังงานด้านบวกของหัวใจ ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำงานสมองชั้นกลางที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก

ลอง สังเกตดูด้วยตัวเองก็ได้นะครับว่า เมื่อ "เราเริ่มต้นขอบคุณ" อะไรสักอย่างหรือใครสักคน หลายๆ คนจะรู้สึก "หัวใจพองโต" อิ่มเอิบอบอุ่นที่บริเวณทรวงอกของเรา

ในค่ำคืนของเวิร์กช็อปบางวัน บางครั้งเมื่อมีโอกาส ผมก็จะตั้งโจทย์กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมว่า ให้ลองลิสต์รายการที่คุณรู้สึกขอบคุณอะไรหรือใครหรือแม้แต่เหตุการณ์อะไรก็ ตามที่เกิดขึ้นกับคุณในวันนี้ดูสักสิบรายการ

เราก็จะพบกับ "บรรยากาศของความนิ่งสงบและมีความสุข" อย่างรวดเร็วเมื่อทุกคนจดจ่ออยู่กับการเขียนรายการขอบคุณของตัวพวกเขาเอง และส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวลาที่มนุษย์อยู่รวมกันเป็นกลุ่มนั้น จะเกิดพลังงานที่เชื่อมโยงถึงกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นาน มานี้ (กรกฎาคม 2552) ผมได้มีโอกาสโทรศัพท์พูดคุยกับคุณแม่ของผม ผมนึกขึ้นมาได้ว่ากิจกรรมนี้คุณแม่ของผมยังไม่เคยได้ลองทำผ่านการเขียน ก็เลยขอให้คุณแม่ไปนำสมุดบันทึกและปากกามา เขียนเลขหนึ่งถึงสิบ จากบนลงล่างเหลือเนื้อที่ด้านขวาว่างๆ เอาไว้

จากนั้นก็ตั้งโจทย์การขอบคุณนี้ให้กับคุณแม่ว่า วันนี้ทั้งวันแม่มีอะไรหรือใครที่อยากจะขอบคุณบ้าง

ผม นึกไปเองว่า "โจทย์ง่ายๆ" เพราะเคยทำเองก็ไม่พบว่ายากอะไร และก็เคยลองทำในเวิร์กช็อปก็เห็นว่าใครๆ ก็เขียนกันได้ แต่ก็ไม่เคยลองให้ผู้เข้าร่วมสะท้อนให้ฟัง เพราะเห็นว่าเป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ เพื่อเสริมแทรกเข้ามาเท่านั้นเอง

คุณแม่ของผมบอกว่า "นึกไม่เห็นออกเลย" ว่าจะมีอะไรน่าขอบคุณ ทั้งๆ ที่การพูดคุยกันในวันนั้นเป็นช่วงเวลาเย็นแล้ว

อืม มม เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของผมไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ลดละความพยายาม เพราะไปตั้งตัวเลขให้แม่ไว้ตั้งสิบข้อ ก็เลยบอกท่านว่า เออ.. ลองลดเหลือสักห้าข้อก่อนก็ได้ครับ แม่ลองนึกๆ ดูว่าตั้งแต่เช้าตื่นมาทำอะไรบ้างมีอะไรที่พอจะ "หาเรื่องขอบคุณ" ได้บ้าง

ท่าน ก็บอกว่า ตื่นเช้ามาก็สวดมนต์ไหว้พระ...อ๋อ อยากขอบคุณพระพุทธเจ้า ผมรีบบอกว่า อืมม ได้เลยแม่ นี่ก็หนึ่งข้อแล้ว ท่านเริ่มหัวเราะออกมา ประมาณว่าดีใจที่เริ่มทำโจทย์การบ้านที่ผมให้ไปได้บ้างแล้ว

จาก นั้นท่านก็ยังนึกไม่ออกว่าพอจะขอบคุณอะไรได้อีกบ้าง ผมก็ลองช่วยด้วยการบอกว่าจากนั้นแม่ทำอะไรอีก คุณแม่ก็บอกว่าสวดมนต์ไหว้พระแล้วก็กินข้าวเช้า

"อืมมม แม่ไม่อยากขอบคุณเมล็ดข้าวและกับข้าวที่แม่กินบ้างเหรอ" ผมถาม

ท่าน หัวเราะดังและยาวขึ้นอีก "อะไรกัน เมล็ดข้าวนี่ก็ขอบคุณได้ด้วยเหรอ?" ท่านบอกว่าท่านรู้คุณของเมล็ดข้าวทุกเมล็ดมาตลอดชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยทิ้งขว้างเมล็ดข้าวเลยสักเมล็ด ผมก็บอกว่า แบบนี้ก็นับได้ว่าเป็นการขอบคุณแล้วครับ ความรู้สึกแบบนี้แหละ

ท่านก็เขียนลงไปในรายการของท่าน พร้อมๆ กับเสียงหัวเราะที่เริ่มยาวขึ้น

จาก นั้นผมก็ค่อยๆ ช่วย "แคะความรู้สึกขอบคุณ" ของท่านออกมาจากชีวิตประจำวันของท่านได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไปสู่แม่บ้านที่ช่วยทำอาหาร น้องชายที่อยู่ที่บ้าน เพื่อนบ้านที่นำขนมมาให้ ฯลฯ

จนได้ครบสิบข้อ

ท่ามกลางเสียง หัวเราะของท่านที่แม้ในระยะหลังๆ นี้ท่านจะหัวเราะได้บ่อยมากขึ้น แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นและนานขึ้นและบ่อยครั้งแบบนี้มา นานแล้ว ท่ามกลางความรู้สึกที่ทำให้หัวใจของผมพองโตเต็มอกไปด้วย

คือบางทีเราเผลอไปตั้ง "มาตรฐานการขอบคุณ" ของเรา "สูงเกินไป"

บาง ทีเราเผลอไปมองว่า "การขอบคุณเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่" เกินไป เช่น จะต้องเป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่าดีจริงๆ สำคัญจริงๆ ยิ่งใหญ่จริงๆ เราถึงจะสามารถรู้สึกขอบคุณได้ การตั้งมาตรฐานการขอบคุณของเราแบบนั้นบางทีก็ได้ทำให้หัวใจของเรา "ขาดการหล่อเลี้ยง" ไปอย่างน่าเสียดาย

บางทีหัวใจของเราอาจจะไม่ได้ จำเป็นต้อง "รอฝนห่าใหญ่" อย่างเดียวเท่านั้นนะครับ "การรดน้ำ" เพียงเล็กๆ น้อยๆ แต่บ่อยๆ และสม่ำเสมอ ก็จะเป็นหนทางที่ทำให้หัวใจของเราชุ่มฉ่ำได้ไม่น้อยเลย

เราจะเห็นนะ ครับว่า อารมณ์ความรู้สึกด้านบวกนั้น "หลบซ่อน" อยู่ในชีวิตประจำวันของเราไม่น้อยเลย เมื่อเราสามารถมี "แคะอารมณ์บวก" บางอย่างบางเรื่องให้ผุดขึ้นมาได้ อารมณ์บวกอื่นๆ ก็จะถูกชวนกันให้ออกมาปรากฏตัวมากขึ้น การขอบคุณนำมาสู่การหัวเราะที่มีความสุขได้ อาจจะนำมาสู่ความรู้สึกดีๆ กับตัวเราเองได้

อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่าในเบื้องต้นก็อาจจะเขียน "รายการขอบคุณ" ก็อาจจะไม่สามารถเขียนได้ง่ายๆ และหลายๆ ท่านก็อาจจะนึกไม่ออกเหมือนกับตัวอย่างคุณแม่ของผม

อยากจะแนะนำให้ลองเริ่มต้นแค่สามรายการดูก่อน

ช่วง แรกๆ ก็อาจจะรู้สึกแปลกๆ หรือยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรชัดเจนนัก อยากให้ "ลองหาเรื่อง" ขอบคุณไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่ารายการขอบคุณของคุณจะค่อยๆ ยาวขึ้นเอง อาจจะทำเป็นเกมในครอบครัว ช่วยกันดูว่าในแต่ละวันเรามีอะไรที่จะขอบคุณได้บ้าง

ค่อยๆ ชวนเขียนกันไปแบบนี้ หัวใจของเราก็จะค่อยๆ พองโตไปด้วยความสุขทีละนิดๆ ได้เองครับ

Favorite Quote

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11544 มติชนรายวัน


"ว.วชิรเมธี" เริงร่าย"สุขนาฏกรรม"บนทางสายใน

คอลัมน์ ร้อยเหลี่ยมพันมุม

โดย วีณา โดมพณานคร





"เราเดินทางมาถึงทะเลแล้ว เมื่อได้ดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเล อาตมารู้แล้วว่าสดชื่นเพียงใด ก่อนหน้านี้เราเอาแต่มองทะเลแล้วรู้สึกเอาเองว่า แหม! ลมทะเลเย็นดีนะ แต่หลังจากที่ลงไปดำผุดดำว่ายอยู่กับมันมาหลายปี เราก็ได้ตระหนักรู้ว่า การลงไปว่ายมันมีความสุขมากกว่าไปยืนรับลมอยู่ที่ชายหาดตั้งเยอะ"

ว.วชิรเมธี พระผู้ให้ปัญญาแก่สังคมในมิติที่กว้างไกลและลุ่มลึก เอ่ยขึ้นมาระหว่างที่ได้สนทนากับท่านเมื่อไม่นานมานี้

ทะเลที่ไหนหรือที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลได้ปานนั้น

"ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ อาตมาตอบตัวเองได้แล้วว่าจะเลือกอะไรให้กับชีวิต โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2552 ที่มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมกับท่านติช นัท ฮันห์ ที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้ได้คำตอบว่าเส้นทางของอาตมาหลังจากนี้ไป ควรเป็นเส้นทางสายความสงบร่มเย็น ควรเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ มากกว่าเส้นทางของพระนักวิชาการ

อาตมาได้คำตอบให้ตัวเองว่า การเป็นผู้ตื่นรู้สำคัญกว่าการเป็นผู้รู้ เพราะการตื่นรู้ทำให้ทำให้เรามีความสุขทุกเวลานาที แต่ถ้าเราเป็นพระที่มีบุคลิกแบบพระนักวิชาการ มันทำให้เราเต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยคำถามที่ดังก้องอยู่ในหัว ต้องแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลาไม่จบไม่สิ้น

ในเวลานี้อาตมาได้คำตอบแก่ตัวเองว่า ทางของการเป็นผู้ตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน เป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เส้นทางการเป็นพระนักวิชาการควรจะลดความสำคัญลงไป ต่อไปนี้ฉันจะเดินทางสายใน ไม่เดินทางสายนอกอีกต่อไปแล้ว"

สิ่งที่ค้นพบก็คือว่า

"ก่อนหน้านั้นอาตมานำความรู้เข้ามาสู่ชีวิต แต่หลังจากผ่านการวิปัสสนากรรมฐานมาตามลำดับ จึงได้เรียนรู้ว่าการนำธรรมเข้ามาสู่ชีวิตมันต่างกัน เอาความรู้เข้ามาสู่ชีวิตทำให้ตัวเราพอง ยิ่งกินพื้นที่ แต่ถ้าเอาความตื่นรู้เข้ามามันทำให้ตัวเราเล็กลง แต่ความสุขกลับขยายใหญ่โตครอบจักรวาล"

ที่สำคัญก็คือ

"วันหนึ่งเมื่อเราหันมาเจริญสติ กระตุ้นตัวรู้ พัฒนาการตื่นรู้ จึงพบว่าการตื่นรู้นี้มันไม่ได้มาทำลายความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ตรงกันข้ามมันกลับสามารถขยายศักยภาพความรู้ของเราให้มีความลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น"

การตัดสินใจเลือกเดินทางสายในมีความสัมพันธ์กับความเป็นไปของชีวิตที่มีเกียรติยศ ชื่อเสียงเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน เพราะท่านบอกว่า

"ตัวอาตมาเองก็ไม่ต้องมองหาความสุขจากที่อื่นอีกต่อไป ไม่ต้องแสวงหาความสุขจากการยอมรับ แต่มีความสุขเพราะว่าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในเวลานี้อยู่แล้ว จากนี้ต่อไปคุณจะมองเห็นหรือไม่เห็นฉัน ฉันก็ไม่สนใจแล้ว

เราควรจะอยู่กับตัวเราให้ได้ โดยที่ไม่ต้องให้ใครมารับรอง เราสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง ในทุกสภาวะแวดล้อม และเราก็เห็นแล้วว่ามันไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราพร่องลงไปหรือพองขึ้นมา หันมาดูจิตใจของตัวเองก็รู้สึกว่า มันสบายที่สุดเลยนะ

เราจะโล้ชิงช้าของเกียรติคุณชื่อเสียงก็ได้ หรือจะลงจากชิงช้าแล้วเดินเข้าป่าเข้าดงไปก็ได้ ความสุขในหัวใจของเราไม่ได้ลดลงนะ เราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย"

ที่บอกว่าเดินเข้าป่าเข้าดงนั้น ขอขยายความให้ชัดเจนว่า ท่านหมายถึงการไปปลีกวิเวกที่อาศรมอิสรชน จ.เชียงราย และล่าสุดคือ วัดป่าวิมุตตยาลัย จ.ปทุมธานี ที่เพิ่งจะลงหลักปักฐาน

"อาตมามีความสุขทุกวันและพอใจกับการเป็นพระที่เป็นอยู่มาก ไม่ต้องมองหาอำนาจ ไม่ต้องมองว่าใครกำลังชื่นชมหรือตำหนิเรา มีความสุขที่ขึ้นอยู่กับใจเราล้วนๆ เลย พอมาถึงตรงนี้ได้แล้วรู้สึกคุ้มที่เกิดมา"

หากนับถอยหลังไปในอดีตจะเห็นภาพของความชัดเจนในแนวทางที่หนุนเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

"อาตมาเป็นนักเรียนสายตรงของหลักสูตรการบริหารจัดการกิเลสมาทั้งชีวิต คือเรียนปริยัติ แล้วมาปฏิบัติ ได้คลุกคลีกับคำสอนที่เป็นบาลี ซึ่งเป็นภาษาต้นขั้ว เป็นเหตุให้รู้วิธีขัดเกลากิเลสมาตั้งแต่ต้น เหมือนกับว่าอาตมาถูกขัดสีฉวีวรรณโดยตะไบที่ชื่อธรรมะ

เป็นเส้นทางสายขัดเกลา อาตมาจึงบอกเสมอว่าอาตมาเป็นชาวสวน คือเราทำสวนมาโดยตลอด ไม่ใช่ทำตาม

ฉะนั้น อาตมาไม่ค่อยมีปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกับกิเลสเท่าไหร่ เมื่อก่อนมีบ้างบางครั้งที่ต้องคอยประนีประนอมกัน หลังๆ มานี่ไม่ค่อยประนีประนอมแล้ว แต่จะใช้วิธีผ่าตัดกิเลสเลย"

จะจัดการกิเลสให้อยู่หมัดก็ต้องพูดถึงเรื่องอัตตา

"เรื่องอัตตา อาตมาคิดว่ามันถูกปะทะมาเรื่อยๆ นะ เมื่อเรามีความรู้ทางโลก จบปริญญาตรี ปริญญาโท หรือจบเปรียญ 9 ประโยค เราก็คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์พันธุ์วิเศษขึ้นมา สปอตไลท์ที่ไหนๆ ก็ส่องมา แล้วมีบางวันที่ไฟนั้นไม่ส่องมาทางเรา อัตตามันก็ถูกสั่นสะเทือน เขย่าหลายครั้งเข้ามันก็เกิดผลกระทบ

เมื่อเรามาเจอวิปัสสนากรรมฐาน ก็ตอบตัวเองได้ว่าไม่เห็นจะต้องทุกข์เลย เพราะว่าอัตตามันเป็นแค่ภาพมายา มันไม่มีมาตั้งแต่ต้น แต่เราไปคิดว่ามันมี ถ้ารู้ทันว่ามันไม่มีตั้งแต่ต้น มันก็ไม่มี ใครจะเขย่าอะไรก็ไม่ได้ เพราะตัวตนมันไม่มี หลังๆ มานี้ไม่ค่อยเดือดร้อนกับอะไรเลยนะ เรื่องคนชมคนด่าอาตมาให้ราคาเท่ากัน ไม่เคยถือเอามาเป็นนิยายอะไรในชีวิต เพราะถือว่าชีวิตตัวเองนั้นไม่ยาว ทำในสิ่งที่ตัวเองพิจารณาแล้วว่าดีที่สุด แล้วทำไป อย่าไปให้ราคาเขาสูงนัก"

ลองให้ท่านช่วยนับขั้นบันไดที่นำไปสู่การลดอัตตาให้ฟัง ได้ความว่า

"วิธีการตั้งรับอาตมาฝึกมาเรื่อยๆ อย่าไปถอย อย่าไปกลัวโลกธรรม เราอยู่ในโลกอย่าหลบลี้หนีหน้าโลกธรรม เพียงแต่ตั้งรับมันให้ดี เราก็จะได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ในเชิงบวกทั้งหมดทั้งสิ้น

อาตมาเดินจงกรมทุกคืนมา 12 ปี การฝึกเจริญสติถ้าฝึกไปเป็นปกติมันก็กลายเป็นชีวิตประจำวัน จนมาถึงวันหนึ่งที่สามารถจัดการบริหารกับอารมณ์ที่เคยทำให้ขุ่นมัวได้ในทุกรูปแบบ วันนั้นจะรู้เองว่าคุณพัฒนาแล้ว"

"วิธีลดอัตตาแรกเริ่มเลยอาตมาใช้วิธีเปลี่ยนฐานคิด สมมุติว่าวันนี้เราถูกชมมากเลย แต่วันถัดมาเราถูกด่า ถ้าเราหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้นะ ทั้งคำชมคำด่าจะยังตามเล่นงานเราอยู่ ฉะนั้น ถ้าการที่ตัวเราไม่ถอดถอนตัวเองออกมาจากการหมกมุ่นในความคิด เท่ากับว่าเราไปต่อชะตาให้คำชมคำด่า

ทีนี้พอเราย้ายจิตมาอยู่กับตัวเรา เช่น หันมาเจริญสติ หันมาเดินจงกรม ความที่จิตของเรามันทำงานทีละขณะ พอเปลี่ยนอารมณ์ให้มันเท่านั้นมันก็ลืมแล้ว นี่เป็นวิธีย้ายอัตตาของอาตมา มันง่ายมาก ถ้าถามว่าทำไมมันหายก็เพราะว่าจิตมันย้ายมาอยู่ที่เท้า"

บนเส้นทางสายนี้มีความสุขรอให้เก็บเกี่ยวมากมาย เปรียบเสมือนนาฏกรรมอันงดงาม

"จุดเปลี่ยนของชีวิต คือเวลาที่เราดำเนินชีวิตไปเราจะค้นพบจุดเปลี่ยนของชีวิตมาโดยลำดับ จุดเปลี่ยนหรือประสบการณ์ดีๆ ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้นและทำให้เราเติบโต อาตมาถือว่าเป็นนาฏกรรม คือเป็นการร่ายรำอันงดงามของชีวิต มันทำให้ชีวิตของเราถูกขัดเกลามากขึ้น

พูดง่ายๆ ว่า ปรากฏการณ์ บุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เราเจริญเติบโตงอกงามในด้านในนั่นคือนาฏกรรม"

นาฏกรรมที่ก่อให้เกิดความสุขนี้เรียงรายกันเข้ามาในชีวิตไม่ขาดสาย

"ครั้งหนึ่งอาตมาไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีญาติโยมมารอขอลายเซ็นอาตมายาวไปจนถึงประตูทางเข้า แต่พอกลับไปบ้านที่เชียงราย เดินเข้าบ้านเงียบมาก ที่บ้านมีหมาหลายตัว แต่ไม่มีตัวไหนส่งเสียงหรือแสดงท่าทางว่าเห็นอาตมาเลย

ทำให้แวบขึ้นมาว่า นี่แหละความไร้สาระของชื่อเสียง เราเพิ่งมาจากการห้อมล้อมของหมู่คน แต่หมาที่บ้านไม่เหลียวแลเลย อาตมาเติบโตขึ้นในวันนั้น รู้สึกเลยว่าหมาพวกนี้มีบุญคุณ นี่คือนาฏกรรมในชีวิต อัตตามันละลายไปในวันนั้น ความเข้มข้นมันลดต่ำลงไป พออัตตาถูกกระทบมันโพละเลย"

"หรือคืนหนึ่งเดินลงจากกุฏิไปเหยียบหางแมวที่นอนอยู่ มันร้องขึ้นมาเสียงดัง รู้สึกจี๊ดเลย คือความโกรธมันแล่นขึ้นมาทั้งเนื้อทั้งตัว แต่พอสักพักคิดขึ้นได้ว่า กุฏิไม่ใช่ของเรา ทั้งเราทั้งแมวต่างเป็นผู้อาศัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ตอนนั้นนึกอยากจะขอบคุณแมวเลย นี่เป็นอีกหนึ่งนาฏกรรม

อีกครั้งหนึ่งก่อนเดินทางไปประเทศภูฏาน มีคนกล่าวโจมตี อาตมาก็คิดว่าไม่เห็นเป็นไรเลย สบายๆ พอเดินทางไปถึงที่นั่น นอนคืนนั้นฝันว่า ลุกขึ้นมาแถลงข่าวอัดผู้ให้สัมภาษณ์ว่าเราคนนั้น

ตื่นขึ้นมารู้สึกเลยว่า อัตตาเราทั้งนั้น และรู้เลยว่ายังปฏิบัติได้ไม่ดีพอ คิดว่าตัวเองไม่โกรธ และจิตทำงานไปตามปกติ แต่ในภวังคจิต อัตตากำลังลุกขึ้นมาประกาศศักดา ซึ่งแสดงว่าเรายังไปไม่ถึงไหนเลย"

การพลิกมุมได้คือเป้าหมายที่ท้าทาย

"ทุกประสบการณ์เราใช้ไปในการมองด้านในได้ ทุกครั้งที่เกิดการปะทะกันระหว่างธรรมะกับกิเลส มันจะแตกตัวเป็นการเรียนรู้ใหม่ เป็นปัญญา แล้วเราจะรู้เองว่า เราเติบโตหรือไม่เติบโตจากการปะทะของกิเลสแต่ละครั้ง จะรู้ว่ารุดหน้าหรือถอยหลัง แล้วเราจะมีทักษะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อาตมามองอุปสรรคพวกนี้อย่างมีความหวัง เรื่องพวกนี้ทำให้เราหันมามองตัวเอง รู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่มีเรื่องมาทำให้ตื่นจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เหมือนเข็มที่มาทิ่มให้เกิดสติ"

บนเส้นทางสายในนี้ ท่านขอชี้ป้ายให้สังเกตกันว่า

"การเจริญสติที่แท้จริงคือการดำเนินชีวิตที่ต้องเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ใช่จะต้องอยู่ในคอร์สวิปัสสนาอย่างเดียว อย่าไปตีความการปฏิบัติให้แคบลง ให้เหลืออยู่แต่การเจริญสติในวัด

การเรียนธรรมกับครูอาจารย์เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรม ส่วนการดำเนินชีวิตเป็นทั้งหมดของการปฏิบัติธรรม"

ดำเนินชีวิตสไตล์ไหนที่สะท้อนถึงเรื่องนี้

"ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติธรรมก็คือ เรามีวิถีชีวิตใหม่ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีวิธีอยู่ วิธีกิน วิธีบริโภคแบบใหม่ มีวิธีปฏิสัมพันธ์ใหม่ มีวิธีดำเนินชีวิตใหม่

คำว่าใหม่ หมายถึงคุณภาพ ไม่ได้หมายถึงการจัดการภายนอก เช่น ก่อนหน้าที่จะไปปฏิบัติธรรมเรามองแบบแยกส่วน แต่พอปฏิบัติธรรมแล้วมองแบบเชื่อมโยง จะมีวิธีคิดแบบองค์รวมเกิดขึ้นข้างใน

การปฏิบัติธรรมจะเปลี่ยนวิธีที่คิด วิธีที่พูด วิธีดำเนินชีวิต วิธีที่บริโภค วิธีที่ปฏิบัติ สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปทั้งหมด จะไม่คิดเหมือนเดิมอีก วิธีพูดของเราจะไม่ทำร้ายใครอีก วิธีบริโภคจะไม่ขาดสติอีก การเลือกสิ่งต่างๆ จะไม่ทำแบบลวกๆ ทุกอย่างจะกลายเป็นความประณีตไปหมด จะคิด-พูด-ดำเนินชีวิต-บริโภคอย่างประณีต จะปฏิบัติธรรมอย่างประณีต

คำว่าประณีตหมายความว่า จะมีสติทุกๆ ครั้งในทุกๆ อิริยาบถ หรือพฤติกรรม ทุกอย่างกลายเป็นสิ่งที่ทำอย่างประณีต เพราะว่าอะไร

เพราะว่ามันอยู่ภายใต้ครรลองของความตื่นรู้ แล้วจะทำไปด้วยความเป็นธรรมชาติที่สุดเลย คือคนภายนอกจะสัมผัสได้อย่างเป็นธรรมชาติ คือพูดเหมือนเดิมแต่วิธีการพูดเปลี่ยนไป ยังแต่งตัวเหมือนเดิม แต่การให้ค่าในการแต่งตัวเปลี่ยนไป พูดง่ายๆ ว่า วิธีปฏิสัมพันธ์กับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกคุณภาพจะเปลี่ยนไป ภายนอกอาจแสดงให้เห็นเป็นธรรมดาทั้งหมด อาจจะแต่งหน้าไปทำงานเหมือนเดิม แต่ให้ค่าน้อยลงแล้ว หรือยังใช้รถยุโรปเหมือนเดิม แต่ให้ค่าน้อยลงแล้ว มันเป็นเรื่องข้างใน"

แล้วที่เกรงๆ กัน หรือเห็นๆ กันบ่อยๆ ว่าจะดูคล้ายคนไร้ชีวิตชีวา เชื่องช้าไปเสียมากกว่าก็ไม่ใช่

"คนที่ปฏิบัติตามธรรมะจะมีความคล่องตัวในชีวิต เพราะว่าจิตไม่ติดอยู่กับกิเลส จะได้รับความสุขที่เรียกว่า นิรามิสสุข แปลว่าความสุขที่ไม่มีเหยื่อล่อ สุขที่เกิดจากอิสรภาพ หรือสุขจากการไม่ถูกวางเงื่อนไข ในขณะที่คนส่วนใหญ่จะมีความสุขก็ต้องมีเงื่อนไข มีเหยื่อล่อ คนที่มีนิรามิสสุขอยู่ในโลกแล้วก็เหยียบโลกเล่น สบายๆ มันมีชีวิตชีวาที่สุดเลยนะ

ใครที่ตามรู้อยู่ในปัจจุบันได้จะเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตชีวา ความรู้สึกจะเหมือนกับตอนอาบน้ำมาใหม่ๆ แล้วมันเบิกบาน ไม่มีความแห้งแล้ง คนแห้งแล้งจะเหงา จะโหยหาอะไรสักอย่าง แต่คนที่อยู่กับปัจจุบันไม่ต้องโหยหาอะไรสักอย่าง

เวลาดมดอกไม้ก็จะหอมมากกว่าปกติ เวลาฟังเสียงนกร้อง ก็จะเพราะกว่าปกติ เวลาอ่านหนังสือก็จะสามารถเสพสุนทรียรสได้มากกว่าปกติ เพราะมันไม่ได้เคลือบแฝงด้วยอคติใดๆ ทั้งสิ้น"

ใครยังไม่เคยเปลี่ยนเส้นทางจากสายนอกเป็นสายในดูบ้าง น่าจะฟังคำเหล่านี้ "อยากจะบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนให้ดีกว่าที่เป็นอยู่หลายร้อยหลายพันเท่า แล้วทำไมจึงไม่พัฒนาไป แล้วคุณจะเห็นว่า ตัวเองมีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น หลายคนไม่กล้าลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเอง เพราะเสียดายกิเลส อย่าเสียดายกิเลส"

หมายถึงการอาลัยอาวรณ์ต่อความสุขเฉพาะหน้าบางอย่างที่เหมือนยาขมฉาบน้ำตาล

"เวลาเดินขึ้นบ้านอย่าเสียดายบันได ลองเหยียบมันขึ้นไปแล้วจะรู้ว่า ความสุขที่ได้จากการยืนรับลมอยู่บนระเบียงบ้านนั้นมากกว่าสุขที่ได้จากการยืนอยู่ข้างล่าง ลองดูแล้วจะรู้ว่ามันคุ้มกับที่เดินขึ้นมา"

ว.วชิรเมธี ชักชวนให้เดินขึ้นไปรับลมเย็นด้วยกันที่บนระเบียง
 

hi5 Games

Play hi5 Games

pap hasn't played any games recently.

Journal

View All 14 Entries    Add Comment

ข้อปฏิบัติหรือ "ปฏิบัติการ" 12 ข้อนั้น แบ่งเป็น 3 หมวด พระพรหมคุณาภรณ์ได้เรียบเรียงอย่างคล้องจองกัน ทำให้จำง่าย กล่าวคือ "มีศีลวัตรประจำตน เจริญกุศลเนืองนิตย์ ทำชีวิตให้งามประณีต" โดยมีข้อปฏิบัติที่ชัดเจนในแต่ละข้อ

หมวด ก. "มีศีลวัตรประจำตน" เน้นการพัฒนาฝึกฝนตน แต่ไม่ได้หมายถึงศีล 5 เท่านั้น หากครอบคลุมถึงไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้นนอกจาก "สมาทานเบญจศีลเป็นนิจ" และ "ไม่มืดมัวด้วยอบายมุขแล้ว" ยังมีอีก 2 ข้อ คือ "ทำจิตให้สงบ ผ่องใส" ด้วยการเจริญสมาธิและอธิษฐานจิต วันละ 5-10 นาที ในด้านปัญญานั้น ข้อปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมคือ "สวดสาธยายพุทธวจนะ หรือบทสวดมนต์ โดยเข้าใจความหมาย อย่างน้อยก่อนนอนทุกวัน"

นอกจากนั้นยังมีข้อปฏิบัติเพื่อการปลูกฝังศรัทธาในสิ่งที่ดีงามและเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต นั่นคือ "แสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูอาจารย์ และบุคคลที่ควรเคารพ" กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการมีกัลยาณมิตรเพื่อเกื้อกูลต่อการฝึกฝนตน

หมวด ข. "เจริญกุศลเนืองนิตย์" มีจุดเด่นคือการทำความดีเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น ช่วยเหลือส่วนรวม หรือส่งเสริมสิ่งดีงามในสังคม ได้แก่ "บำเพ็ญทานเพื่อบรรเทาทุกข์ เพื่อบูชาคุณ เพื่อสนับสนุนกรรมดี" และ "บำเพ็ญประโยชน์ อุทิศแด่พระรัตนตรัย มารดาบิดา ครูอาจารย์ และท่านผู้เป็นบุพการีของสังคมแต่อดีตสืบมา" โดยทำสัปดาห์ละ 1 ครั้งทั้งการให้ทานและบำเพ็ญประโยชน์

นอกจากการทำความดีเพื่อผู้อื่นแล้ว หมวดนี้ยังพูดถึงการบำเพ็ญกุศลเพื่อพัฒนาตนด้วย ได้แก่ ตักบาตรวันพระ หรือ "แผ่เมตตา ฟังธรรม หรืออ่านธรรม โดยบุคคลที่บ้าน ที่วัด ที่โรงเรียน หรือที่ทำงานร่วมกัน ประมาณ 15 นาที" รวมทั้งร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนาและวันสำคัญของครอบครัว

เห็นได้ว่าหมวดนี้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อนำพาตนออกมาเชื่อมโยงกับสังคมและพระศาสนาด้วยการบำเพ็ญประโยชน์หรือร่วมกิจกรรมทางศาสนา โดยชักชวนครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย นับเป็นการสร้าง "ชุมชนทางศีลธรรม" อย่างใหม่ ทดแทนหมู่บ้าน ซึ่งเคยเป็นสถานที่บ่มเพาะศีลธรรมให้แก่ผู้คนอย่างได้ผลมาแล้วในอดีต

ข้อปฏิบัติหมวดนี้จะช่วยให้ชาวพุทธไม่เก็บตัวอยู่ตามลำพัง หรือมัวแต่ฝึกฝนตนจนละเลยผู้อื่น ทั้งๆ ที่ยังมีการฝึกฝนตนอีกมากที่สามารถทำร่วมกับผู้อื่นหรือทำเพื่อผู้อื่นได้

หมวด ค. "ทำชีวิตให้งามประณีต" มีจุดเน้นอยู่ที่การเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพหรือเครื่องใช้ ได้แก่ "ฝึกความรู้จักประมาณในการบริโภค" นอกจากรู้จักพอดีในการกินแล้ว ความพอดีในการเสพความบันเทิงก็สำคัญ ข้อปฏิบัติในส่วนนี้คือ "ชมรายการบันเทิงวันละไม่เกินกำหนดที่ตกลงกันในบ้าน" ที่น่าสนใจในข้อนี้คือ "มีวันปลอดการบันเทิงอย่างน้อยเดือนละ 1 วัน"

นอกจากนั้นยังมีข้อปฏิบัติเพื่อการอยู่อย่างประหยัดเรียบง่าย คือ "ดูแลของใช้ของตนเองและทำงานของชีวิตด้วยตนเอง"

หมวดนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคบริโภคนิยม ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นเร้าให้เสพจนงมงายมืดมัว หากไม่มีข้อปฏิบัติหรือข้อกำหนดที่เป็นรูปธรรม ก็ง่ายที่จะพลัดหลงจนเป็นทาสของสิ่งเสพ โดยเฉพาะความบันเทิงเริงรมย์ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นอบายมุขอย่างใหม่

ข้อสุดท้ายของหมวดนี้คือ "การมีสิ่งบูชาสักการะประจำตัวเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย และตั้งมั่นอยู่ในหลักชาวพุทธ" ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติเพื่อการมีท่าทีอย่างถูกต้องต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาทิ พระพุทธรูป หรือพระธาตุ นั่นคือไม่ใช่บูชาเพื่อหวังผลดลบันดาลให้สำเร็จทางโลก แต่ถือเป็นอนุสติเพื่อการทำความดีตามหลักการของชาวพุทธ คือ ฝึกตน พึ่งความเพียร และไม่ประมาท

หลักชาวพุทธ ทั้ง 5 หลักการ และ 12 ปฏิบัติการ นับได้ว่าเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิตอันประเสริฐที่เหมาะกับยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ครอบคลุมทั้งการบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน โดยอาศัยหลักไตรสิกขา ไตรสรณคมน์ และบุญกิริยาวัตถุ 10 สามารถเป็นเครื่องกำกับชีวิตไม่ให้พลัดลงไปในกระแสบริโภคนิยมอันเชี่ยวกราก หรือหลงงมงายกับลัทธิหวังผลดลบันดาลที่กำลังแพร่ระบาด ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ชาวพุทธมีบทบาทในการสร้างสรรค์สังคมส่วนรวม

หากจะมีสิ่งใดที่น่าเพิ่มเติมในหลักนี้ก็เห็นจะเป็น ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับสัมมาอาชีวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 ที่ชาวพุทธไทยในปัจจุบันไม่สู้จะให้ความสำคัญเท่าไร ยิ่งปัจจุบันสังคมมีความซับซ้อนมากจนเราสามารถมีส่วนร่วมในการเบียดเบียนผู้อื่นผ่านอาชีพการงานได้ นอกเหนือจากการค้าขายอาวุธ มนุษย์เนื้อสัตว์ ของเมา และยาพิษ ซึ่งพุทธศาสนาถือว่าเป็น มิจฉาวณิชชา อยู่แล้ว

ในข้อนี้สิกขาบทของคณะสงฆ์หมู่บ้านพลัมของท่านติช นัท ฮันห์ น่าจะเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับชาวพุทธไทยได้ กล่าวคือ "ขอเธออย่าได้ประกอบอาชีวะอันก่อให้เกิดภัยต่อมนุษย์และธรรมชาติ อย่าเข้าร่วมลงทุนในบริษัทกิจการใด ที่กำจัดโอกาสในการหาเลี้ยงชีวิตของผู้อื่น จงเลือกอาชีวะซึ่งช่วยให้เธอประจักษ์ในอุดมคติแห่งการุณยธรรม"

จุดเด่นประการหนึ่งของหลักชาวพุทธที่ควรย้ำในที่นี้ก็คือ การมีข้อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ลำพังความตั้งใจว่าจะ "ทำให้ดีที่สุด" นั้นยังไม่เพียงพอ เพราะเลื่อนลอย และมักจะไร้ความหมาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตั้งจิตแน่วแน่ที่จะทำความดีอย่างเป็นรูปธรรม (เช่น ทำสมาธิวันละ 10 นาที บำเพ็ญทานอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง มีวันปลอดการบันเทิงอย่างน้อยเดือนละ 1 วัน) ความตั้งใจมั่นที่จะทำความดีนี้แหละที่เรียกว่า "อธิษฐาน" ซึ่งมิได้แปลว่า การตั้งจิตร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน

ผู้ที่ต้องการประกาศเจตนาสมาทานหลักชาวพุทธ หรือต้องการร่วมเผยแพร่หลักดังกล่าว โปรดดูรายละเอียดได้ใน www.chaobuddha.com

Applications

Browse Applications

SuperFive!
Tired of the same old fives? Add SuperFive to do stuff to your friends: hug, slap, tickle and more!

Drinks
Have drinks with your friends: take tequila shots, drink margheritas and more!

 

Widgets

 


 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins    View all

pap has no unwrapped gifts.
 

Comments | View All Entries

Leave a comment for pap

Nov 24 7:25 PM
 
ได้รับแล้วครับจารย์....
 
Nov 24 12:13 AM
 
หวัดดีครับจารย์....

อันนี้เมล์ผมนะครับ lunasea-x@hotmail.com

รบกวนด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ ^^
 
Nov 22 5:12 AM
tao says:
 
flucktos@hotmail.com ^^
 
Nov 22 4:01 AM
JaMe says:
 
rapter_cozma@hotmail.com คับ :]
 
Nov 21 6:50 AM
 
ดีดี....คับ

yamaha trb 1005

อาจารย์ว่ามันเป็นไงมั้งอะคับ

พอดีผมจะซื้อเบสใหม่อยู่

ไปละ
 
Nov 18 4:22 AM
tao says:
 
อ. คับ มีคนเค้าจะเอาMtd มาแลกกะ Marcus อะคับ อาจารย์เอาไงดีคับ
 
Nov 15 10:37 AM
 
ดีดี...คับ

เป็นไงมั้งคับอาจารย์

ช่วงนี้ผมขอสู้กลับการเรียนก่อนคับ

ไว้ว่างๆผมจะไปเรียนด้วยใหม่คับ

ไปละ
 
Nov 4 11:58 AM
 
วันนี้ที่แซ๊กสนุกมากครับอาจารย์
 
Nov 1 4:09 AM
tao says:
 
อ.คับ ผมอยากรุ้ว่า จะหาsound ของตัวเองได้ยังไงคับ

แล้ว Hip Hop นี่มันเป็นยังไงหรอคับ ถ้าเล่นเป็นGroove

อ.คับ การบ้านที่อ.ส่งมายังไม่ได้เลยคับ ไอShuffle กะ motown อะคับ

ขอบคุณมากคับ ..
 
Oct 28 12:32 PM
 
จาน อยากให้ ผม โหลด รัย ส่งมาเรย จานนน เอาทุกอย่างงง อย่างนึง คือไอ จังหวะ กอง ในห้องอ่ะ ที่เปนเมเทอนอม อันนี้ ต้องเอา ครับบบ ^ ^

ขอบคุนครับ
 
Oct 27 2:48 AM
Dbass says:
 
ขอย้อนหลัง อวยพรให้อาจารย์มีความสุข สมหวังดังเช่นนิพพานครับ

ผมว่าอาจารย์ไม่เคยอ้วนแน่ ๆเลย

ส่วนผมก็ยังอ้วนอยู่ และคิดว่าคงจะ อ้วนได้อีก ฮี่ ๆ
 
Oct 19 7:40 PM
 
สุขสันต์วันเกิดครับ อาจารย์
 
Oct 19 10:21 AM
nooth says:
 
สุขสันต์วันเกิดครับ อาจารย์ มีงานเยอะๆ นะครับ รวยๆ สุขภาพแข็งแรงครับ (แอบมาช้าไปวันนึง)
 
Oct 18 6:24 PM
 
สุขสันต์วันเกิด มากมายครับเฮีย เด๋ว โทรไป อิกที เฮง รวย ดี คร้าบบบบบบ
 
Oct 18 10:17 AM
 
Happy Birthday คับ อ.แป็บ
ขอให้มีความสุขมากๆคับ สุขภาพแข็งแรงๆ^^
 
Oct 18 10:08 AM
zai says:
 
้้้สุขสันต์วันเกิดครับ จารย์ ขอให้มีความสุขตลอดไปครับ
 
Oct 18 9:24 AM
 
เเก่ขึ้นอีก 1 ปี อิอิอิ
 
 
Oct 18 8:48 AM
 
สุขสันต์วันเกิดครับอาจารย์

ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปทุกวันครับ

:D
 
Oct 18 8:48 AM
 
HBD คับจาน ขอให้ รวยให้รวย ให้รวยยย

จานเมลผม bonny_ii@hotmail.com

Title
body